เลี้ยงนก

ข้อคำนึงก่อนจะเลี้ยงนกอย่างแรก : เลี้ยงนกอะไรดี? 

นับว่าเป็นคำถามที่ดี….เพราะมันนำไปสู่ การสร้างทัศนคติในครั้งแรกของการเลี้ยงนกว่า แท้จริงแล้ว “การเลี้ยงนก เป็นเรื่อง ง่ายหรือยาก” ดังนั้น การเลือกชนิดของนกที่จะเริ่มเลี้ยงในครั้งแรก จึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะหากเลือกนกที่มีสนนราคาสูง และค่อนข้างเลี้ยงยากเกินไป หากเกิดความผิดพลาดในการเลี้ยงจนนำไปสู่ความสูญเสียนก ย่อมทำให้ผู้เลี้ยงเกิดความรู้สึกขยาดที่จะเลี้ยงนกต่อไป ในกลุ่มผู้เลี้ยงนกมือใหม่ อาจแบ่งกลุ่มชนิดของนกที่เลี้ยงออกตามความสนใจได้ 3 กลุ่มตามความนิยมคือ กลุ่มนกปากขอ, กลุ่มนกฟินซ์ และกลุ่มนกอื่นๆ

กลุ่มนกปากขอ หรือที่รู้จักกันในนาม “นกแก้ว” นับเป็นนกเลี้ยงที่มีผู้รู้จักและนิยมเลี้ยงกันค่อนข้างมาก แทบจะ”ทั่วโลก” เพราะเหตุว่า นกแก้วนั้น ส่วนใหญ่มักมีสีสันที่สดใส สวยงาม ประกอบกับ นกแก้วหลายสายพันธุ์ เมื่อนำมาเลี้ยงให้เชื่องแล้ว ยังมีความสามารถในการเลียนเสียงต่าง ๆ รวมทั้งเสียงของมนุษย์ได้ดี กลุ่มนกปากขอ สำหรับแนะนำมือใหม่นั้น ควรจะเป็นนกที่มีสนนราคาไม่สูง การเลี้ยงดูง่าย มีความทรหดอดทนสูงและที่สำคัญ สำหรับมือใหม่ที่อยากเลี้ยงในลักษณะของการเปิดประตูไปสู่การนักเพาะพันธุ์นกในอนาคต ควรพิจารณาเลือกนกปากขอที่สามารถแยกเพศได้และเพาะพันธุ์ได้ไม่ยากนัก ตัวอย่างของนกปากขอในกลุ่มนี้ อาจเริ่มจาก นกหงษ์หยก,นกแก้วเลิฟเบริ์ด,นกค๊อกคาเทล หรือ นกแก้วริงเนค ฯลฯ และเมื่อการเลี้ยงดู ศึกษา ทำความเข้าใจในพฤติกรรมนกเหล่านี้ได้ พอสมควรแล้ว การพัฒนาไปสู่การเลี้ยง หรือ เพาะพันธุ์นกปากขอขนาดใหญ่ คงทำไดไม่ยากนัก

กลุ่มนกฟินซ์ นักเลี้ยงนกบางท่าน อาจให้ความสนใจเลี้ยงนกที่มีลักษณะพิเศษ โดยเฉพาะ พื้นที่ในการดูแล,เสียงรบกวน เหล่านี้ควรให้ความสนใจนกเล็ก ๆ ที่เรียกรวม ๆ กันว่า “นกฟินซ์” นกฟินซ์ เป็นชื่อเรียกรวม ๆ ของนกตัวเล็ก ๆ ที่มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูง อาศัยเมล็ดพืชและแมลงเล็ก ๆ เป็นอาหารหลัก นกฟินซ์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนกที่เลี้ยงดูง่าย,ทรหดอดทนสูง และสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้ง่าย อาจเริ่มจาก นกฟินซ์กะทิ หรือชื่อทางการคือ เบงกาลีสฟินซ์ นกฟินซ์ชนิดนี้เคยเป็นที่นิยมสูงสำหรับนักเพาะพันธุ์นกฟินซ์ราคาแพง ๆ โดยการเลี้ยงไว้สำหรับการเป็นนกพี่เลี้ยง หรือ นกมือปืน โดยให้ทำหน้าที่ในการฟักไข่และเลี้ยงดูนกฟินซืสายพันธุ์อื่น ๆ ได้ดี นกซีบร้าฟินซ์ นกตัวเล็กๆ จากออสเตรเลีย ที่มีสัญลักษณ์ลายดำพาดแนวขวางบริเวณหน้าอกดูคล้ายกับลายบนลำตัวของม้าลายจัดเป็นอีกหนึ่งของนักเลี้ยงฟินซ์มือใหม่ ที่น่าสนใจก็คือ สีสันมีมากมายและโดดเด่น โดยเฉพาะ ฟินซ์ขาว ที่มีสีขาวทั้งตัวพร้อมกับสีแดงอมส้มจัดบริเวณปากเป็นเสน่ห์ที่น่ารัก

กลุ่มนกอื่น ๆ กลุ่มนกอื่น ๆ อาจจะหมายถึงนกที่ไม่เข้ากลุ่มจากนกทีกล่าวมาข้างต้น อาจรวมถึงบรรดานกร้องบางส่วนเข้าไปด้วย เช่นกลุ่มนกเขาต่าง ๆ, นกปรอทจุก, ฯลฯ หรือแม้แต่กลุ่มนกกินแมลงบางชนิด เช่น กลุ่มนกขุนทอง เป็นต้น

ประการที่สอง : เลี้ยงที่ไหน 

ดูเหมือนว่านี่จะเป็นประเด็นที่ฟังดูง่าย เพราะคำตอบส่วนใหญ่มักตอบตรงกันคือ ก็ที่บ้าน!! แต่จริง ๆ แล้ว สำหรับ “การเลี้ยงนก” มันมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่า

นกหลายชนิด มีลักษณะนิสัย และพฤติกรรมที่อาจคล้าย หรืออาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางชนิดสามารถอยู่รวมกันเป็นฝูง บางชนิดกร้าวร้าว บางชนิดสามารถส่งเสียงร้องได้ไพเราะชวนฟัง หรือ อีกบางชนิดอาจก่อให้เกิดปัญหากับเพื่อนบ้าน เพราะสาเหตุเสียงร้องที่ดังรบกวนมาก เป็นต้น ตัวอย่างนกในกลุ่มปากขอ หรือ นกแก้ว มักไม่นิยมอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ เช่น นกแก้วกลุ่มคอแหวน (Ring Neck) นกแก้วในกลุ่มอเมซอน (Amazon Parrot) ฯลฯ ดังนั้น ภายใต้ข้อจำกัดของขนาดกรงนกที่เล็กเกินไป โดยเฉพาะสำหรับกรงเลี้ยงนกที่มีเนื้อที่สามารถเลี้ยงนกได้เพียง 2 ตัว อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักสำหรับความพยายามที่จะเลี้ยงนกให้มากที่สุด

แม้ในกลุ่มนกฟินซ์ ที่เรามักจะทราบข้อมูลว่า เป็นนกที่ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ แต่ภายใต้กรงเลี้ยงที่เล็กเกินไป และนกฟินซ์ที่พยายามสร้างอาณาเขตของตัวในขณะที่กำลังเข้าคู่กับอีกตัวหนึ่ง อาจเป็นสาเหตุให้ เกิดความเครียดทั้งต่อตัวนกที่พยายามสร้างอาณาเขตของมัน รวมทั้งนกตัวอื่น ๆ ที่อาจโดนไล่จิกทำร้ายอยู่ตลอดเวลา เหล่านี้ นอกจากนกจะไม่มีความสุขแล้ว ยังก่อให้เกิดการสูญเสีย โดยเฉพาะนกตัวที่อ่อนแอกว่าได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับนกในกลุ่มอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนกสองกลุ่มข้างต้น พฤติกรรมของการเริ่มสร้าง และหวงแหนอาณาเขตของตัวเอง การแย่งชิงอาหาร ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยที่ผู้เลี้ยงนกต้องคำนึงถึง

ชนิด,ประเภทและขนาดของกรงเลี้ยง กรงเลี้ยงในปัจจุบันที่มากมาย หลายรูปแบบ นับแต่กรงนกที่ทำขึ้นจากไม้ไผ่,หวาย ไปสู่กรงลวด และลวดเหล็กขนาดใหญ่ ต้องมีการเลี้ยงใช้ให้เหมาะสมกับชนิดและสายพันธุ์นกทีจะนำมาเลี้ยง นกปากขอหลายชนิด มีพลังการกัดแทะที่มหาศาลกว่าที่คุณคาดไว้มาก การเลือกกรงซี่ไม้สำหรับเลี้ยงนกแก้ว ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ผิดพลาดตั้งแต่แรก เพราะเพียงไม่นานนัก คุณจะพบว่า กรงไม้ที่เลี้ยงนกปากขอ จะเหลือไว้เพียงกรงนกเปล่า ๆ พร้อม ๆ กับร่องรอยของซี่ไม้ที่ถูกกัดแทะจนเป็นช่องโหว่ ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกใช้วัสดุสำหรับกรงเลี้ยงนกปากขอนั้น ควรทำมาจากโลหะ เช่น ลวดเหล็กที่แข็งแรง เท่านั้น

ขนาดของกรงเลี้ยงนก ควรจะมีขนาดที่เหมาะสมกับ สายพันธุ์ของนก และปริมาณที่จะเลี้ยง หากเป็นการเลี้ยงนกที่มีปริมาณหลายตัว การพิจารณาเลือกกรงเลี้ยงแบบภายนอก (Out door Aviary) ดูเหมือนจะมีความเหมาะสม และช่วยให้นกสามารถได้รับแสงแดดจากธรรมชาติ,สามารถบินออกกำลังกายได้ รวมทั้งกรงเลี้ยงที่ใหญ่พอ สามารถช่วยลดความเครียดจากการหวงแหนอาณาเขต และลดการจิกตีทำร้ายกันได้

 

ประการที่สาม : เลี้ยงอย่างไร ?

นี่ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่สุด เพราะการเลี้ยงนกให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข,มีสุขภาพที่แข็งแรง รวมถึงสามารถที่จะให้ผลผลิตออกลูกหลานได้ในกรงเลี้ยงของมนุษย์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจ ในเรื่อง ลักษณะนิสัย,พฤติกรรมต่าง ๆ ในธรรมชาติ และอาหารการกินที่เหมาะสมของนกสายพันธุ์นั้น ๆ ตัวอย่างของนกในกลุ่มปากขอ หรือนกแก้ว โดยธรรมชาติอาจพบว่าอยู่รวมกันเป็นฝูง แต่เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์มักแยกตัวออกไปใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ เป็นคู่ นกแก้วส่วนใหญ่ใช้จงอยปากที่แข็งแรงมีลักษณะเรียวโค้งเป็นรูปตะขอ สำหรับการกัด แทะ อาหารและสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ อาหารที่สำคัญของนกแก้วโดยทั่วไป ก็คือ ผลไม้ต่าง ๆ ใบไม้บางชนิด และกลุ่มเมล็ดพืชต่าง ๆ หรือในกลุ่มนกฟินซ์ อาหารส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มเมล็ดพืชต่าง ๆ เช่น มิลเลต,ข้าวไรน์,ข้าวฟ่าง,ข้าวเปลือก ฯลฯ รวมถึงแมลงและหนอนบางชนิด ในขณะที่นกในกลุ่มอื่น ๆ เช่น นกกินแมลง ฯลฯ อาหารการกินก็จะแตกต่างกันออกไป ดังนั้น ปัจจัยในเรื่องอาหาร และความสะดวกในการที่จะมีแหล่งสำหรับการซื้อหาอาหารที่นกจะได้รับ ในพื้นที่ ๆ เลี้ยงก็น่าจะเป็นปัจจัยทีควรคำนึงถึงด้วยเช่นกัน

วิธีการเลี้ยงนก การดูแลลูกนกแรกเกิด

ในกรณีผู้เลี้ยงนกที่มีนกเป็นคู่อยู่แล้วและบังเอิญมีลูกนกเกิดในบ้าน เนื้อหาของบทความจะเป็นการแนะนำวิธีการดูแลลูกนกตั้งแต่วันแรกเกิด จนถึงเวลาที่ลูกนกสามารถกินอาหารเองได้ อย่างไรก็ตามทางเว็บอยากทำความเข้าใจก่อนว่า เว็บ CookieTalkie.com ไม่มีนโยบายสนับสนุนให้มีการผสมพันธุ์นกและไม่เห็นด้วยกับการจับคู่นกเพื่อการผสมพันธุ์ให้เกิดลูก เรามั่นใจว่าการมีชีวิตที่เกิดในกรงขัง เป็นชีวิตที่ผิดธรรมชาติ การเกิดมาแล้วต้องถูกกักในกรงขังเป็นความทุกข์ทรมานของนก การเลี้ยนกในกรง การเพาะนกในกรง เป็นการกระทำที่ขาดจริยธรรมที่มนุษย์ได้สร้างความผิดพลาดขึ้นต่อนกมาช้านานและมันควรจบสิ้นลงเสียที

กรุณาเลี้ยงนกที่มีอยู่ ด้วยการไม่สนับสนุนให้นกต้องเข้าสู่กระบวนการผสมพันธุ์ ผู้ที่มีนกเป็นคู่ไม่ควรใส่รังเพาะให้นก หรือควรถอดรังเพาะออกเมื่อพ่อแม่นกเลี้ยงลูกครอกสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์ และลูกนกทุกตัวไม่ต้องใช้รังนั้นอีกต่อไปแล้ว จากนั้นก็เลี้ยงนกที่มีให้ดีที่สุด ให้นกของคุณเป็นนกตัวสุดท้ายที่เมื่อเขาจากเราไป ความเป็นทาษในกรงขังก็จะจบลงที่ตัวเขา

วันที่ 1 เมื่อลูกนกได้ฟักออกมาจากไข่แล้ว และพ่อแม่นกไม่ยอมรับลูกนกหรือทำร้ายลูกนกเท่านั้น เราจึงต้องนำลูกนกออกมาจากพ่อแม่ จากนั้นรีบนำลูกนกใส่ลงในถ้วยเล็กๆที่ปูก้นถ้วยไว้ด้วยกระดาษทิชชู และทิ้งให้ลูกนกอยู่ในตู้ฟักไข่ Incubator เป็นเวลาอย่างน้อย 5-18 ชั่วโมงก่อนที่จะย้ายลูกนก ไปไว้ในตู้กก Brooder ที่ทำความสะอาดแล้ว ตั้งอุณภูมิเครื่องที่ 98 1/4 degrees Fahrenheit ในขณะที่ลูกนกยังมีอายุน้อยมากมากอย่างนี้ เราควรใช้น้ำกลั่นขวดที่นำไปต้มอีกทีแล้วเท่านั้นเป็นน้ำสำหรับให้ลูกนกดื่ม และก่อนให้น้ำนกเราต้องแน่ใจว่าน้ำนั้นได้ทิ้งให้ เย็นลงจนได้อุณภูมิที่เหมาะสม ส่วนน้ำสะอาดธรรมดาจะใช้ต่อเมื่อลูกนกมีอายุมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ลูกนกในวันแรกจะยังไม่ต้องการอาหารป้อน เพราะลูกนกจะได้รับอาหารจากไข่แดงที่อยู่ในตัวลูกนก ดังนั้นการป้อนอาหารลูกนกครั้งแรกๆควรป้อนเฉพาะของเหลวเท่านั้น ซึ่งจะเลือกใช้ Pedialyte หรือจะผสมน้ำกับไวตามินชนิดน้ำเล็กน้อยก็ได้ โดยการป้อน ควรป้อนในปริมาณที่น้อยมาก ป้อนด้วยการใช้หลอดที่ใช้ในการหยอดตาหรือไซริงจ์ขนาด 1 มิลลิลิต ที่มีหัวป้อนสเตนเลส 20-gauge ลูกนกในอายุขนาดนี้ยังไม่ลืมตา

วันที่ 2 ควรให้อาหารผสมที่มีความเจือจางมากๆ ความเจือจางใกล้เคียงกับความเจือจางของน้ำ เมื่อลูกนกอายุมากขึ้นจึงค่อยๆเพิ่มความเข้มข้น เริ่มใช้อุปกรณ์การป้อนโดยขนาดของอุปกรณ์ ที่จะใช้ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของลูกนก ที่สำคัญควรมีอุปกรณ์ป้อนไว้หลายๆอันเพื่อความสะดวกลูกนกแต่ละตัวต้องใช้อุปกรณ์การป้อนที่แยกกัน เพื่อป้องกันการติดต่อของโรคสู่กัน หลังป้อนเสร็จอุปกรณ์ป้อนต้องได้รับการทำความสะอาดทันที ด้วยการล้างลวกน้ำร้อนแล้วผึ่งให้แห้ง พร้อมสำหรับใช้ในครั้งต่อไป นกต่างชนิดต้องการ อาหารในปริมาณที่ต่างกัน นกเล็กอย่าง lovebirds และ Brotogeris แทบจะกินอาหารน้อยมาก แค่หนึ่งหยดต่อครั้ง ของทุกๆครั้งที่ป้อน ในขณะที่นกขนาดใหญ่ เช่น Conures, African Greys , Macaws สามารถให้ได้มากกว่านั้นเล็กน้อย แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าควรจะให้อาหารในปริมาณมากน้อยแค่ไหน ให้จำไว้เสมอว่าให้ในปริมาณน้อยดีกว่าให้ในปริมาณมาก เนื่องจากถ้าให้มากเกินไปลูกนกอาจพ่นอาหารออกมา หรืออาหารที่มากไปจะไปอัดในถุงอาหารจนเกิด Crop impact ได้ นอกจากนี้อาจมีปัญหาอาหารล้นเข้าไปในหลอดลมซึ่งจะมีผลให้ลูกนกสำลัก อาหารที่ล้นเข้าไปจะทำให้เกิดปัญหาการติดเชื้อในช่องทางเดินหายใจในภายหลัง และหากโชคร้ายอาหารจำนวนมากเข้าไปปิดช่องทางเดินหายใจ ก็อาจทำให้ลูกนกตายในทันที การให้อาหารลูกนกน้อยไปหน่อยจะปลอดภัยกว่า เพราะลูกนกจะแค่หิวเร็วขึ้นและจะร้องขออาหารเร็วขึ้น ดังนั้นเราควรคอยเฝ้าดูลูกนกอย่างใกล้ชิด หากลูกนกมีการร้องขออาหาร เราก็ป้อนอาหารให้ ความชำนาญของเราจะช่วยให้การป้อนอาหารครั้งต่อๆไปง่ายขึ้น และช่วยให้เรารู้ความต้องการอาหารของลูกนกมากขึ้น ลูกนกจะต้องการอาหารป้อนอย่างน้อยทุกๆ 2 ชั่วโมง ตลอด 24 ชั่งโมงทั้งกลางวันและกลางคืน ลูกนกบางชนิด เช่น African Greys, Brotogeris ต้องการอาหารป้อนทุกๆ 1 ชั่วโมง ในช่วงแรกๆการให้อาหารถี่ขึ้นสำหรับลูกนกชนิดนี้จะช่วยในการพัฒนาการอย่างเหมาะสม อาหารผสมสำเร็จรูปหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไปหรือในกรณีฉุกเฉินเราอาจผสมอาหารป้อนสำหรับลูกนกเองก็ได้ อย่างไรก็ตามอาหารป้อนสำเร็จรูปยี่ห้อที่ดีจะมีส่วนผสมที่ได้คุณภาพ ลูกนกจะได้รับสารอาหารครบถ้วนแก่การเจริญเติบโตและการพัฒนาภูมิคุ้มกันโรค

ตัวอย่างอาหารที่นำมาให้ลูกนกกินได้ในยามฉุกเฉิน เช่น Creamy Wheat ยี่ห้อ Purlty, อาหารขวดสำหรับเลี้ยงทารก เลือกรสผักบดต่างๆ ผักบดผสมธัญพืช ผลไม้ต่างๆ หลีกเลี่ยงส่วนผสมของหัวหอมใหญ่, Rice อาหารเด็กทารก กล่องสีเหลืองแดงยี่ห้อ Beech Nut เราสามารถผสมอาหารดีๆเข้าด้วยกัน แล้วนำมาเข้าเครื่องปั่น ปั่นนานจนเนื้ออาหารละเอียดที่สุด ระหว่างสัปดาห์แรกของการให้อาหารลูกนก อาหารควรต้องมีส่วนผสมที่เจือจางมากและอาหารต้องอุ่น ในอุณหภูมิ 95-99 1/4 degrees Fahrenheit เราควรใช้เครื่องเทอโมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ หรือใช้ริมฝีปากบนที่สะอาด หรือใช้หลังมือในการทดสอบความอุ่นอ่อนๆที่พอดี และเราต้องมั่นใจว่าอาหารไม่ร้อนและปลอดภัยก่อนที่จะป้อนให้ลูกนก ลูกนกต้องการอาหารป้อนที่อุ่นอ่อนๆแต่หากไม่มั่นใจ แม้การให้อาหารที่เย็นลงเล็กน้อยจะปลอดภัยกว่าอาหารที่ร้อนเกินไป เพราะนอกจากอาหารร้อนจะทำให้นกบาดเจ็บภายนอก เช่น อาหารลวดผิวแล้ว อาหารร้อนจะทำให้เกิดปัญหาถุงพักอาหารทะลุ จนเป็นเหตุให้ลูกนกได้รับบาดเจ็บที่ต้องรักษาด้วยความทรมาน ไปจนถึงทำให้ลูกนกตายได้จากสาเหตุต่างๆที่จะมีผลตามมา ในทางตรงข้าม หากอาหารที่ป้อนเย็นเกินไป ก็จะมีผลเสียทำให้ระบบการย่อยอาหารของลูกนก เป็นไปอย่างไม่เหมาะสม เกิดอาหารอุดตันในถุงพักอาหาร อาหารที่ค้างนานจะบูดเสียในถุงพัก เกิดปัญหาการติดเชื้อและหากช่วยเหลือส่งถึงมือหมอไม่ทัน ก็จะทำให้ลูกนกตายได้เช่นกัน

วิธีผสมอาหารให้ลูกนก เริ่มจากใส่น้ำอุ่นลงในถ้วยอาหาร แล้วใส่อาหารสำเร็จรูปตามลงไป คนให้เข้ากันไม่เหลืออาหารจับเป็นก้อน รอให้อาหารเย็นตัวลงจนได้ความอุ่นอ่อนๆจึงป้อนให้ลูกนก หากผสมอาหารป้อนโดยใช้ไมโครเวฟ เมื่อนำอาหารออกมาจากตู้ ควรคนอาหารให้ทั่วก่อน เนื่องจากอาหารที่ออกมาจากเครื่องไมโครเวฟมักเกิดความร้อนเป็นบางจุด อาจทำให้ความร้อนลวกปากลวกคอลูกนก นอกจากนี้แป้งข้าวโพดที่เป็นส่วนผสมในอาหารสำเร็จรูปมักจับตัวกันเป็นก้อนคล้ายเจล หากไม่มีการคนให้แตกตัว จะมีผลเสียทำให้ลูกนกเกิดปัญหาอาหารย่อยยาก ที่สำคัญควรผสมอาหารป้อนใหม่ทุกครั้ง ไม่ใช้อาหารป้อนที่ผสมค้างและไม่ควรผสมอาหารที่ละมากๆเข้าตู้เย็นไว้ เพราะแม้อาหารจะถูกเก็บในตู้เย็น ปริมาณแบคทีเรียที่เจริญเติบโตก็จะทำร้ายสุขภาพลูกนกที่บอบบางได้ง่าย อาหารที่ผสมค้างมักทำให้ลูกนกท้องเสีย

ในวันที่ 5 จะสังเกตเห็นว่า เล็บเท้าและจะงอยปากของลูกนกจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีที่เข้มขึ้น ลูกนกบางตัวอาจต้องการป้อนอาหารระหว่างเวลากลางคืนในระยะห่าง 4-6 ชั่วโมง นั้นหมายถึงเรายังคงป้อนอาหารทุกๆ 2 ชั่วโมงในตอนกลางวัน โดยปริมาณอาหารที่ให้อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในเวลานี้ยังจะเห็นได้ว่าลูกนกบางตัวจะยังมีขนาดไม่โตมากไปกว่าเมื่อแรกฟักออกจากไข่ แต่หากเปรียบเทียบกับลูกนกที่ปล่อยให้พ่อแม่นกเลี้ยงเอง อายุในเวลาเท่ากันนี้ ลูกนกที่พ่อแม่เลี้ยงเองจะมีขนาดใหญ่และจะมีน้ำหนักตัวที่มากกว่าลูกนกที่ถูกนำออกมาเลี้ยงโดยคน ทั้งนี้ไม่ต้องเป็นกังวล ด้วยวิธีการให้อาหารที่ถูกต้องเหมาะสมลูกนกจะค่อยๆ มีขนาดเพิ่มขึ้นและโตทันเท่าๆกัน

สัปดาห์ที่ 2 ในขณะที่ลูกนกอายุ 2 สัปดาห์ ตาและรูหูทั้งสองข้างจะเริ่มเปิด ลูกนกเริ่มมีขน Second Down ที่หนาขึ้นกว่าขนหร็อมแหร็ม Sparse Down ที่มีในวันแรกๆของการฟักออกจากไข่และในระหว่างสัปดาห์ที่ 2-3 นี้ ลูกนกจะมีขนที่หนาขึ้นเรื่อยๆและจะมีหลอดขนที่สีเข้มเกิดขึ้นที่ใต้ผิวหนังลูกนกที่โตประมาณ 2 สัปดาห์นี้ ควรย้ายไปเลี้ยงในแทงค์ที่ทำด้วยพลาสติคใสหรือแก้ว ใช้กระดาษเช็ดมือชนิดที่เรียกว่า Paper Towels รองบนพื้นและควรฉีกกระดาษชนิดเดียวกันนี้ให้เป็นฝอยๆใส่ไว้ด้วยเพื่อช่วยในการทรงตัวของลูกนก มีวัสดุหลายชนิดที่จะใช้เพื่อการรองพื้น เช่น เปลือกไม้ชนิดที่ขูดบางๆ Shavings เลือกชนิดที่นิ่มไม่มีความคมและไม่มีเสี้ยนไม้โดยเด็ดขาด หรืออาจเลือกใช้กระดาษที่ผลิตสำเร็จรูปสำหรับใช้ในการนี้โดยเฉพาะ แต่ไม่ว่าจะเลือกวัสดุรองพื้นใดๆต้องเลือกด้วยความระมัดระวังและควรคำนึงถึงปัญหา หากลูกนกบางตัวอาจกินพวกวัสดุรองพื้นนี้ จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ หากพบว่าลูกนกกินวัสดุรองพื้น ควรรีบเปลี่ยนวัสดุทันที การให้ความอบอุ่นทำโดย ปูแผ่นทำความร้อน Heating Pad เพียงครึ่งหนึ่งของแทงค์ ที่ใต้ก้นแทงค์ด้านนอก ตั้งระดับความร้อนต่ำหรือปานกลาง การนำลูกนกออกมาไว้ในแทงค์เช่นนี้ทำให้ลูกนกได้คุ้นเคยและชินกับอากาศภายนอก แทงค์ขนาด 5-10 แกลลอน จะมีการหมุนเวียนของอากาศที่ดีกว่าในตู้กก (brooder) แต่หากมีนกเพียงแค่หนึ่งตัว ควรย้ายลูกนกต่อเมื่อลูกนกอายุมากกว่า 2 สัปดาห์ไปแล้ว สำหรับลูกนกหลายตัวการย้ายลูกนกเข้าแทงค์เมื่อลูกนกอายุประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็จะไม่มีปัญหาอะไร เพราะลูกนกหลายตัวจะเบียดตัวกันเองหรือจะแยกตัวกันตามความรู้สึกอบอุ่นที่ลูกนกจะรู้สึกได้ ลูกนกแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน หากต้องการใส่ห่วงขาให้ลูกนกในช่วงนี้ ลูกนกบางชนิดสามารถใส่ห่วงขาให้ได้เมื่ออายุ 10 วัน ทั้งนี้ห่วงขาต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับขาลูกนก แต่ลูกนกที่มีการพัฒาในการเจริญเติบโตช้าอาจยังไม่สามารถใส่ห่วงให้ได้จนกว่าลูกนกจะมีอายุประมาณ 3 สัปดาห์ **อย่างไรก็ตามการใส่ห่วงขาให้ลูกนกจะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี หากไม่มีความจำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใส่ห่วงขา

สัปดาห์ที่ 3 ในช่วงอายุนี้ลูกนกมักจะมีขนหนามขึ้นปกคลุมเต็มตัวทั้งขนปีกและขนหาง ในลูกนกบางชนิดขนอาจจะโชว์สีออกมาบ้างแล้ว และในช่วงนี้ลูกนกไม่ต้องการอาหารป้อนในตอนกลางคืนแล้ว สำหรับอายุนี้ควรป้อนอาหารในช่วงเวลาห่างประมาณ 6-8 ชั่วโมง เมื่อช่วงระยะเวลาของการให้อาหารห่างมากขึ้น จะทำให้ในระหว่างวันลูกนกจะกินอาหารป้อนในปริมาณมากขึ้นกว่าเมื่อตอนที่ฟักออกจากไข่ ส่วนผสมของอาหารจะข้นขึ้นอีกเล็กน้อย ลักษณะคล้ายซุปข้น หากไม่แน่ใจว่าอาหารจะข้นเกินไปหรือเปล่าให้ยึดหลัก ข้นน้อยหน่อยดีกว่าข้นมากไป เพราะการป้อนอาหารที่ข้นมากไป อาหารจะย่อยยาก เกิดเป็นอาหารอัดแน่นในถุงอาหาร crop แต่หากอาหารเหลวเกินไป นกก็จะแค่หิวเร็วขึ้นเพราะอาหารจะไหลผ่านลงในร่างกายเร็วขึ้น เราก็แค่ป้อนถี่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้จะปลอดภัยกว่า ระยะห่างของการป้อนก็อาจเป็น 4-6 ชั่วโมงในระหว่างวันแทนระยะห่าง 6-8 ชั่วโมง ถ้าลูกนกอยู่ในแทงค์ ในระหว่างช่วงเวลานี้อาจไม่ต้องเปิดแผ่นทำความอุ่น Heating pad แล้ว หรือหากเปิดก็แค่เล็กน้อย และหลังจากนี้อีกหนึ่งสัปดาห์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องทำความอุ่นในเวลากลางคืน เพราะร่างกายของลูกนกจะมีความอบอุ่นในตัวเองเพียงพอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายในบ้านและอุณหภูมิในช่วงฤดูนั้นๆของปีด้วย แต่หากยังพบว่าอากาศเย็นก็ควรเปิดแผ่นทำความอุ่น Heating pad ให้ลูกนก โดยเลือกตั้งอุณหภูมิตามความเหมาะสม หากไม่มีเครื่องทำความอุ่น ให้เลือกใช้หลอดไฟชนิดพิเศษที่ให้ความอุ่นแต่ไม่ให้แสงสว่าง หรือใช้หลอดไฟบ้านแรงต่ำ และควรหาผ้าบางมาบังแสง เพราะแสงสว่างทำอันตรายต่อสายตาลูกนก ใช้มือทดสอบความร้อนของไฟ ด้วยการวางมือใกล้ตัวลูกนกแล้วขยับหลอดไฟเข้าออกให้ได้ความอุ่นที่ไม่ทำร้ายผิวลูกนก

สัปดาห์ที่ 4 ในช่วงอายุนี้ ลูกนกหลายชนิดจะมีขนปกคลุมแล้ว แต่อาจมีลูกนกบางชนิดที่ยังมีขนหนามที่ใกล้จะแตกออกมาเป็นขน ในระหว่างอายุนี้ลูกนกยังคงอยู่ในแทงค์ และนกส่วนใหญ่ไม่ต้องการแผ่นทำความอุ่น Heating pad อีกต่อไป ลูกนกบางตัวอาจรู้จักกินอาหารมนุษย์ เช่น Cheerios หรือ Froot Loops ในเวลากลางวันระหว่างรออาหารป้อนตามปกติในอายุขนาดนี้ลูกนกต้องการการป้อนอาหารทุก 4-6 ชั่วโมง และต้องการอาหารป้อนในปริมาณที่มากขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อนหน้านี้ นก Conures, Senegals, Mayer’s ต้องการอาหารในปริมาณ 5-10 cc ต่อครั้ง นก African Greys, Amazons ต้องการอาหารในปริมาณ 15-25 cc ต่อครั้ง นกในอายุนี้ จะเริ่มสนใจสภาพแวดล้อมรอบๆตัว รู้จักผู้ป้อนอาหารและเริ่มพัฒนาบุคลิคภาพของตัวเอง นกอย่าง Conures อาจนอนหงายท้องเพราะนั้นเป็นลักษณะนิสัยการนอนของนกชนิดนี้ ซึ่งเป็นปกติ ในช่วงนี้ควรใช้เวลาเล่นกับลูกนก เพื่อให้เกิดความผูกพันและพัฒนาการที่ดีของลูกนก

สัปดาห์ที่ 5 ลูกนกเริ่มมีขนมากขึ้น แม้ในขณะที่ยังอาจมีลูกนกบางชนิดที่ขนอาจยังขึ้นไม่ครบแต่ลูกนกอย่างเช่นLovebirds, Brotogeris, Cockatiels และ Conures แทบจะมีขนขึ้นจนเต็มและเกือบพร้อมสำหรับการนำลูกนกเข้าอยู่ในกรงได้แล้ว ในส่วนของลูกนกที่มีขนขึ้นจนเต็มแล้ว เราอาจเริ่มจะนำลูกนกมารู้จักการอยู่ในกรงได้ โดยนำลูกนกมาไว้ในกรงในเวลากลางวันที่มีอากาศอบอุ่น กรงที่ใช้ควรเป็นกรงที่มีตระแกรงที่พื้นกรง เพื่อกันไม่ให้ลูกนกสัมผัสกับมูลนก ซี่กรงควรถี่ประมาณ 1/2 X 1 นิ้ว และกรงควรจะเป็นกรงที่ไม่สูงนัก ประมาณ 20 นิ้วหรือขึ้นกับขนาดนก โดยควรติดตั้งคอนให้อยู่ในระดับต่ำ เตรียมถ้วยอาหารแบบตื้นๆวางที่พื้นกรง ในขณะที่นำลูกนกมาทดลองให้รู้จักการอยู่ในกรง ควรระวังเรื่องถ้วยน้ำให้มากเพราะลูกนกยังเล็ก หากลูกนกลงไปในถ้วยน้ำลูกนกอาจเกิดอาการหนาวเย็นซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพ หากไม่อาจเฝ้านกได้ตลอดเวลา ควรเลือกให้น้ำในถ้วยที่เล็กและถ้วยควรมีน้ำหนักพอที่จะไม่หกคว่ำทำให้ลูกนกตัวเปียก หรือให้น้ำลูกนกด้วยวิธีอื่น เช่น หากกังวลมากควรให้ผักผลไม้ที่มีน้ำมากแทน ในระหว่างที่ลูกนกอยู่ในกรงลูกนกจะลองสำรวจกรง อาจอยากลองปีนป่าย ลองหัดขึ้นคอน รวมถึงลองอาหารใหม่ๆที่เรานำมาให้หัดกิน ในระยะแรกลูกนกอาจแค่ลองคุ้ยเขี่ยและลองเล่นกับอาหารเหมือนอาหารเป็นของเล่นชนิดหนึ่ง ตกค่ำเราควรนำลูกนกออกจากกรงเพื่อกลับเข้านอนในแทงค์อย่างเดิมเพื่อความอบอุ่น หลังจากเวลาผ่านไปจนเข้าสัปดาห์ที่ 6 ลูกนกที่มีขนขึ้นเต็มอาจอยู่ในกรงได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ในระหว่างสัปดาห์ที่ 5 นี้ ลูกนกยังคงได้รับการป้อนอาหารในทุกๆ 5-6 ชั่วโมง ลูกนกบางตัวอาจกินอาหารที่ป้อนน้อยลง และลูกนกบางตัวอาจปฏิเสธการป้อน ซึ่งถือได้ว่าปกติ นกบางชนิดเช่น green-cheeked, maroon-bellied, painted conures, grey-cheeked parakeets จะกินอาหารได้เอง(wean) และไม่ต้องการการป้อนอาหาร แม้ในอายุที่น้อยกว่า 6 สัปดาห์ ซึ่งการเกิดอาการกินอาหารได้เองในเวลานี้อาจถือว่าเร็วเกินไป

อย่างไรก็ตามแม้ว่าลูกนกจะเริ่มหัดกินได้ด้วยตัวเองแล้ว เราก็ยังควรเฝ้าดูและระวังเรื่องน้ำหนักของลูกนกตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าลูกนกไม่มีน้ำหนักที่ลดลงมากเกินไป อาจเป็นไปได้ที่ลูกนกจะมีน้ำหนักลดลงเล็กน้อย หากการลดลงของน้ำหนักนั้นเป็นการลดลงของน้ำหนักในส่วนที่เป็นไขมัน ที่เรียกว่า baby fat และวิธีที่ดีที่สุดคือการนำลูกนกมาชั่งน้ำหนักทุกวัน เพื่อความแน่ใจว่าน้ำหนักของลูกนกไม่ลดลงจนมากเกินไป อาหารที่ให้ลูกนกหัดกินหลังจากเริ่มกินอาหารได้เองควรมีหลากหลาย เพื่อให้ลูกนกได้ทำความรู้จักอาหารที่ดีต่างๆ เช่น อาหารเช้าพวก Cereals ที่ไม่ต้องเติมนมวัวอย่าง Cheerios, Froot Loops พวงมิลเล็ท เมล็ดทานตะวันแกะเปลือก ถั่วต่างๆที่ทำให้งอก(Sprout) ขนมปัง อาหารสำเร็จรูป ผลไม้และผักต่างๆ หลังจากที่ลูกนกเริ่มรู้จักและคุ้นเคยอาหารเหล่านี้แล้ว ค่อยๆเริ่มให้ลูกนกรู้จักกินเมล็ดพืชรวมนาๆชนิด การให้ลูกนกได้กินอาหารที่หลากหลายเป็นการฝึกให้ลูกนกเคยชินกับอาหารนั้นๆ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเลือกกินและกินอาหารยากเมื่อลูกนกโตขึ้น

Leave a comment